top of page
  • รูปภาพนักเขียนKIM

Street Photo คืออะไร ?

ข้อคิดจากช่างภาพสตรีททั่วโลกที่จะทำให้คุณเข้าใจภาพสตรีทมากขึ้น..เคล็ดลับทางเทคนิคในการถ่ายรูป Street ที่คุณควรรู้ในบทความเดียว ! ปัจจุบันศิลปะการถ่ายภาพสตรีทนั้นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นขณะที่ช่างภาพสตรีทไทยหลายคนก็สามารถออกไปสร้างชื่อเสียงในระดับโลก แต่ศิลปะการถ่ายภาพดังกล่าวอาจต้องใช้องค์ประกอบที่ลึกซึ้ง มากกว่าเพียงความสวยงาม

 

คำว่า Street Photo เริ่มจากอะไรทำไมต้องชื่อสตรีท?

ที่ต้อง Street.. ก็เพราะมาจาก Street น่ะสิ


Street แปลตรง ๆ ตัวก็คือ ถนน สาเหตุที่เน้นคำว่า Street ก็เพราะต้นกำเนิดของวัฒนธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลกของ StreetCulture นั้นมาจากการปะทะสังสรรค์ของกลุ่มคนหลากชนชั้นหลายเชื้อชาติ ที่ต้องใช้พื้นที่ของถนนในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การค้าขาย การขนส่ง การเดินทาง การใช้ชีวิต

 

ความหมายของ Street Photography มีอยู่มากมายแล้วแต่ช่างภาพจะนิยามมันขึ้นมาครับ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีความหมายประมาณว่า 

 

Street Photography = a click(City + Citizen + Culture + Context + Conflict + Colour + Concept)

 

แต่ผมขอขยายเจาะลึกคำว่า Street Photography ให้คนอ่านได้เข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมว่า...

การถ่ายภาพสตรีทมันก็คือการการใช้ชีวิตการสังเกตการณ์ทุกอย่างบนโลกใบนี้ การสังเกตุว่ามนุษย์คิดอะไร คนนี้เป็นยังไง การพยายามเข้าใจมนุษย์ การเข้าใจโลกใบนี้สุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่เราว่าเรามองโลกใบนี้ เป็นอย่างไรแล้วแสดงสิ่งที่เราเห็นออกมาเป็นภาพถ่ายอย่างไร 

 

ศิลปะ อยู่ที่วิธีคิดแต่ละคนตั้งกฏของ street ไม่เหมือนกัน”

 

การถ่ายภาพสตรีทมันคือการตั้งคำถามอะไรบางอย่างกับตัวเราเองการตั้งคำถามกับคนดูก่อนที่จะกดชัตเตอร์ถ่าย

เมื่อคนดูได้ดูก็จะตั้งคำถามในใจกับเราว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ก่อนที่จะถ่ายซึ่งแต่ละคนวิธีคิดก็ไม่เหมือนกันตัวเราอาจจะมองเห็นสิ่งที่ถ่ายเป็นต้นไม้แต่คนดูอาจจะมองเห็นเป็นแจกันก็ได้ คนส่วนใหญ่จะคิดว่าทำแบบไหนให้ได้การยอมรับ ได้ยอดไลค์มากกว่าการทำแบบไหนให้เป็นเรา ทำให้เราไม่ได้เรียนรู้ว่าเราจะเล่าเรื่องตนเองอย่างไร                                                                                                                                        

 

ถ้าเราเรียนรู้แต่ Hilight ของคนอื่นก็เหมือนกับการอ่านหนังสือที่มีแต่คำคมแต่ไม่ได้แก่นสารอะไรเลย”

สตรีทเล่าเรื่องของเรา ความคิดเห็นของเราเป็นหลัก”

 

การถ่ายภาพเป็นเกม เป็นการไล่ล่าภาพ ตามหาภาพ การพยายามที่จะให้ได้ภาพ นั้นไม่ใช่จุดประสงค์หลัก สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้ทุกวินาทีเพราะฉนั้นเราไม่จำเป็นที่จะต้องตามล่า ตามหามันจุดประสงค์มันคือการเล่าเรื่องของเรา การเขียนไดอารี่ของเรา การใช้ชีวิตต่างหาก สนใจใน visual ของตนเอง visual ของคุณมันเป็นของคุณ สิ่งที่ควรจะแคร์คือตัวเราเองไม่ใช่ยอดไลค์ไม่ใช่คนอื่น อย่าพยายามที่จะเป็นใคร ต้องพยายามเป็นตัวเองหาตัวเอง

ให้เจอนั้นคือสิ่งที่สำคัญกว่า จงเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเป็น

 

การทำงานที่เป็นตัวเอง ปลายทางเป็นงานที่ไม่เหมือนใคร แต่ต้นทางจริงๆ คือการที่เราได้ค้นพบตัวเอง”

 

แล้วเราจะได้อะไรจากการถ่ายสตรีท ?

 

พอทุกคนอ่านมาถึงตรงนี้คงพอเข้าใจแล้วว่าภาพสตรีทมีดียังไงแล้วได้อะไรจากการถ่ายภาพสตรีท สำหรับมุมมองคนเขียนแล้วผมคิดว่าภาพสตรีทมันเหมือนกับการสร้างงานศิลปะของเรา บวกกับเขียนไดอารี่ของเราไปด้วย เหมือนกับได้บันทึกประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ด้วยมือเราเองผ่านการการออกไปเดินเล่นดูโลกภายนอกโดยที่เราไม่รู้เลยว่าจะได้รูปอะไร และเป็นรูปที่ดีหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นรูปที่ดีที่สุดในชีวิตเลยก็ได้ ไม่มีทางรู้

 

มาก่อนว่าผลลัพธ์ของรูปเป็นอย่างไร ซึ่งผลลัพธ์นั้นถ้ามันดีจริงๆ มันจะเป็นภาพที่เราภูมิใจกับมัน เป็นโมเมนต์ของเราที่ไม่มีใครก็อปปีได้ เป็นเหมือนกับของรักที่เรารักมากชิ้นหนึ่ง

 

"ภาพสามารถบ่งบอกถึงตัวตนของเราได้ว่าเป็นคนยังไง"

 

 

การถ่ายภาพแนวสตรีทเป็นหนึ่งในประเภทการถ่ายภาพที่ท้าทายและน่าตื่นเต้นที่สุด บางครั้งเมื่อเราเห็นรูปถ่าย มันจะเข้ามาในจิตใจของเราและคงอยู่ชั่วนิรันดร์ตลอดชีวิต นี่อาจเป็นช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกและความเจ็บ

ปวด ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในโลก ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ตามปกติในสังคมของเรา หรือแม้แต่ช่วงเวลาในชีวิตประจําวัน

 

การตระหนักถึงประวัติศาสตร์การถ่ายภาพและช่างภาพที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์นั้นจะทําให้คุณเป็นช่างภาพที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนหากคุณกําลังพยายามถ่ายภาพที่สมบูรณ์แบบการรู้จักผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพจะแสดงให้คุณเห็นว่าอะไรทําให้ภาพถ่ายสมบูรณ์แบบ ในบทความนี้เราจะแนะนําวิธีคิดของช่างภาพระดับปรมาจารย์ที่น่าประทับใจในการถ่ายภาพแนว Street

 

Alfred Stieglitz (เกิดปี 1864, โฮโบเกนรัฐนิวเจอร์ซีย์)

(The Steerage,1970)

 

“Photography is not an art. Neither is painting, nor sculpture, literature or music. They are only different media for the individual to express his aesthetic feelings… You do not have to be a painter or a sculptor to be an artist. You may be a shoemaker. You may be creative as such. And, if so, you are a greater artist than the majority of the painters whose work is shown in the art galleries of today.”

 

การถ่ายภาพไม่ใช่ศิลปะ ทั้งภาพวาด ประติมากรรม วรรณกรรม หรือดนตรี เป็นเพียงสื่อที่แตกต่างกันสําหรับบุคคลในการแสดงความรู้สึกด้านสุนทรียภาพของเขา... คุณไม่จําเป็นต้องเป็นจิตรกรหรือประติมากรเพื่อเป็นศิลปิน คุณอาจเป็นช่างทํารองเท้าคุณอาจมีความคิดสร้างสรรค์เช่นนี้ และถ้าเป็นเช่นนั้น คุณเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่กว่าจิตรกรส่วนใหญ่ที่มีผลงานแสดงในหอศิลป์ในปัจจุบัน”


Andre Kertesz (เกิดปี 1894 ,บูดาเปสต์ ออสเตรีย-ฮังการี)

( circus, budapest, 19 may 1920 )


“Technique isn’t important. Technique is in the blood. Events and mood are more important than good light and the happening is what is important,” he says. “I still regard myself as an amateur today and I hope that’s what I’ll stay until the end of my life. Because I’m forever a beginner who discovers the world again and again.”

“If you want to write you should learn the alphabet. You write and write and in the end you have a beautiful, perfect alphabet. But it isn’t the alphabet that is important. The important thing is what you are writing, what you are expressing. The same thing goes for photography. Photographs can be technically perfect and even beautiful, but they have no expression.”

 

เทคนิคไม่สําคัญ เทคนิคอยู่ในเลือด เหตุการณ์และอารมณ์สําคัญมากกว่าแสงที่ดี และสิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่สําคัญ” เขากล่าว “วันนี้ฉันยังคงมองว่าตัวเองเป็นมือสมัครเล่น และฉันหวังว่านี่จะเป็นสิ่งที่อยู่กับฉันจนถึงจุดจบของชีวิต เพราะฉันจะเป็นมือใหม่ที่ค้นพบโลกครั้งแล้วครั้งเล่าและตลอดไป”

 

ถ้าคุณต้องการเขียน คุณควรเรียนรู้ตัวอักษร คุณเขียนและเขียน และในท้ายที่สุด คุณมีตัวอักษรที่สวยงามและสมบูรณ์แบบ แต่ไม่ใช่ตัวอักษรที่สําคัญ สิ่งสําคัญคือสิ่งที่คุณกําลังเขียน สิ่งที่คุณกําลังแสดง เช่นเดียวกันกับการถ่ายภาพ ภาพถ่ายสามารถสมบูรณ์แบบในทางเทคนิคและสวยงามได้ แต่มันจะไม่สามารถแสดงออกได้”

 

Berenice Abbott (เกิดปี 1898,สปริงฟิลด์,โอไฮโอ,สหรัฐอเมริกา)

(Broadway and Exchange Place, ManhattanJuly 16, 1936)

 

“Photography can never grow up if it imitates some other medium. It has to walk alone; it has to be itself.”

 

“การถ่ายภาพไม่สามารถเติบโตได้ถ้ามันเลียนแบบคนอื่น มันต้องเดินคนเดียว มันต้องเป็นตัวเอง"

Alfred Eisenstaedt (เกิดปี1898,ปรัสเซียตะวันตก ,จักรวรรดิเยอรมัน (ปัจจุบันคือ Tczew , โปแลนด์) )

(V-J Day in Times Square, 1945)


“I dream that someday the step between my mind and my finger will no longer be needed. And that simply by blinking my eyes, I shall make pictures. Then, I think, I shall really have become a photographer.”

“It is more important to click with people than to click the shutter.”

“ฉันฝันว่าสักวันหนึ่งขั้นตอนระหว่างจิตใจและนิ้วของฉันจะไม่จําเป็นอีกต่อไป และเพียงแค่กระพริบตา ฉันจะสร้างภาพ ถ้าอย่างนั้น ฉันคิดว่าฉันจะกลายเป็นช่างภาพจริงๆ”

 

"การคลิกกับผู้คนสําคัญกว่าการคลิกชัตเตอร์"


Brassaï (เกิดปี 1899,บราสโซ ราชอาณาจักรฮังการี ทรานซิลวาเนีย (ปัจจุบันคือ บราซอฟ โรมาเนีย))

(Couple in a Café near the place d’Italie, c. 1932)


“Chance is always there. We all use it. The difference is a poor photographer meets chance one out of a hundred times and a good photographer meets chance all the time.”

“My images were surreal simply in the sense that my vision brought out the fantastic dimension of reality. My only aim was to express reality, for there is nothing more surreal than reality itself. If reality fails to fill us with wonder, it is because we have fallen into the habit of seeing it as ordinary.”

“The purpose of art is to raise people to a higher level of awareness than they would otherwise attain on their own.”

โอกาสอยู่ที่นั่นเสมอ เราทุกคนใช้มัน ความแตกต่างคือช่างภาพที่น่าสงสารพบกับโอกาสหนึ่งในร้อยครั้ง และช่างภาพที่ดีพบกับโอกาสตลอดเวลา”

 

ภาพของฉันเหนือจริงในแง่ที่ว่าวิสัยทัศน์ของฉันนํามิติมหัศจรรย์ของความเป็นจริงออกมา เป้าหมายเดียวของฉันคือการแสดงความเป็นจริง เพราะไม่มีอะไรเหนือจริงไปกว่าความเป็นจริง หากความเป็นจริงไม่สามารถทำให้เราพอใจได้ นั่นอาจเป็นเพราะเราตกอยู่ในนิสัยที่มองว่ามันธรรมดา”

 

จุดประสงค์ของศิลปะคือการยกระดับผู้คนให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นของการรับรู้มากกว่าที่พวกเขาจะบรรลุได้ด้วยตัวเอง”

 

WalkerEvans (1903,เซนต์หลุยส์ มิสซูรีสหรัฐอเมริกา)

(1928,Damaged goods ltd)

 

“Whether he is an artist or not, the photographer is a joyous sensualist, for the simple reason that the eye traffics in feelings, not in thoughts.”

 

ไม่ว่าเขาจะเป็นศิลปินหรือไม่ก็ตาม ช่างภาพก็เป็นนักตระการตาที่สนุกสนาน ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าดวงตามีความรู้สึก ไม่ใช่ความคิด”

 

Robert Doisneau (1912 ,ฝรั่งเศส )

(The kiss,1950)

 

“The marvels of daily life are exciting; no movie director can arrange the unexpected that you find in the street.””.

 

“สิ่งมหัศจรรย์ของชีวิตประจําวันนั้นน่าตื่นเต้น ไม่มีผู้กํากับภาพยนตร์คนใดสามารถจัดการสิ่งที่ไม่คาดคิด ที่คุณพบบนท้องถนนได้”

  

Bill Cunningham (เกิดปี 1929,บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา)

(Bill Cunningham Jerry Hall, New York City 1980s) 


“ The problem is I’m not a good photographer. To be perfectly honest, I’m too shy. Not aggressive enough. Well, I’m not aggressive at all. I just loved to see wonderfully dressed women, and I still do. That’s all there is to it.”


ปัญหาคือฉันไม่ใช่ช่างภาพที่ดี พูดตามตรง ฉันขี้อายเกินไป ไม่ก้าวร้าวพอ ฉันไม่ก้าวร้าวเลย ฉันแค่ชอบเห็นผู้หญิงที่แต่งตัวสวย และฉันก็ยังชอบอยู่ นั่นคือทั้งหมดที่มีสําหรับมัน


Bruce Gilden (เกิดปี 1946,บรู๊คลิน,นิวยอร์ก)

(Cherry Blossom by Bruce Gilden,1990)

 

“I’m known for taking pictures very close and the older I get, the closer I get.”

“If you can smell the street by looking at the photo, it’s a street photograph.”

“I’m photographing myself out there. Not myself physically, but mentally. It’s my take on the world.”


ฉันเป็นที่รู้จักในเรื่องการถ่ายภาพอย่างใกล้ชิด และยิ่งฉันอายุมากขึ้นเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเข้าใกล้มากขึ้นเท่านั้น”

ถ้าคุณได้กลิ่นถนนจากการดูรูปถ่าย มันคือภาพถ่ายข้างถนน”

ฉันกําลังถ่ายภาพตัวเองที่นั่น ไม่ใช่ตัวฉันเอง แต่จิตใจ มันเป็นโลกของฉัน”


Alex Webb (เกิดปี 1952,ซานฟรานซิสโก)

( The Suffering of Light Street scene. Nuevo Laredo, Tamaulipas, Mexico. 1996.)

 

A  street photographer wanders and responds spontaneously to what he or she finds, rather than consciously searching for specific things, letting the world—and one’s unconscious—lead one where it will. This initial approach or attitude makes street photography different from more directed photojournalism, in which there is a conscious effort to find a ‘story’—and also makes street photography different from more conceptual photography, in which there is often a preconceived agenda.”

 

ช่างภาพข้างถนนจะเดินเตร่และตอบสนองต่อสิ่งที่เขาหรือเธอพบอย่างเป็นธรรมชาติ แทนที่จะค้นหาบางสิ่ง อย่างตั้งใจ ปล่อยให้โลก—และจิตไร้สํานึก—นําทางไปยังที่ที่ต้องการ แนวทางหรือทัศนคติเริ่มต้นนี้ทําให้การถ่ายภาพแนวสตรีทแตกต่างจากการถ่ายภาพวารสารศาสตร์โดยตรง ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมีสติในการค้นหา “เรื่องราว”—และยังทําให้การถ่ายภาพแนวสตรีทแตกต่างจากการถ่ายภาพแนวคอนเซ็ปต์ ซึ่งมักจะมีการคิดไว้ล่วงหน้า

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------

เป็นไงกันบ้างครับพอได้อ่านข้อคิด-วิธีคิดจากช่างภาพระดับโลกพอจะเข้าใจหรือยังว่าการถ่ายภาพสตรีทคืออะไร? ทุกคนมีกระบวนการความคิดที่แตกต่างกันและแสดงออกมาเป็นภาพถ่ายที่แตกต่างกันและนี่แหละคือความสวยงามของการถ่ายภาพ ที่จริงจะตัดคำว่าสตรีทออกไปเลยก็ได้ เพราะคำว่า “street photography ถูกคิดเพื่อเป็นการโฆษณา” ก็แค่นั้น สิ่งที่ต้องสนใจจริงๆ ก็คือตัวตนของเราเองต่างหาก ต่อไปผมจะมาบอกเคล็ดลับที่จะทำให้คุณถ่ายภาพสตรีทได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อที่จะได้ไม่พลาดช๊อตเด็ดๆที่พบเจอในการใช้ชีวิตหลุดไปได้ เคล็ดลับนี้เป็นเพียงสิ่งที่จะทำให้คุณถ่ายภาพได้ดียิ่งขึ้นเท่านั้นแต่จะไม่กระทบต่อความคิดสร้างสรรค์หรือความเป็นตัวคุณเองออกไป เคล็คลับนี้คืออะไรเรามาดูกัน

---------------------------------------------------------------------------------------------------

 

Street photography tips to get you started.


1.) The decisive moment. (จังหวะมีแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น)

 


 

ช่างภาพข้างถนนชื่อดัง Henri Cartier-Bresson ได้สร้างคําว่า “The decisive moment ” ขึ้นมามันคือเรื่องของ “จังหวะ” (Moment) และ ความชี้ขาด (Decisive) นี่แปลเอาแบบตรง ๆ ตัวนะ 
แต่ถ้าจะให้ง่าย ๆ เลยก็คือเป็นเรื่องของ “จังหวะมีแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น ” ซึ่งเราจะพูดถึงการนำเสนอเสี้ยววินาทีที่สำคัญ ที่สามารถทำให้ภาพธรรมดา กลายเป็นภาพสุดมหัศจรรย์ (หรืออะไรก็ได้ที่มันสุดยอดกว่าธรรมดา) ซึ่งภาพนั้นจะบอกเรื่องราวของตัวมันเอง ในฐานะช่างภาพข้างถนน คุณไม่ได้ควบคุมสภาพแวดล้อมของคุณ แต่คุณควบคุมกล้องของคุณ คุณตัดสินใจเลือกช่วงเวลาที่แน่นอนในการถ่ายภาพนั้น ช่วงเวลาที่เด็ดขาดที่สมบูรณ์แบบคือจุดที่การถ่ายภาพแนวสตรีทนั้นกลายเป็นการเล่าเรื่องโดยที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเลย

 

แล้วเราต้องตามหา decisive moment ของตัวเราเองมั้ย? คำตอบคือ “ไม่เลย” Decisive Moment  นั้นมีอยู่โดยทั่วไป มีอยู่โดยรอบ ๆ เพียงแต่ตัวเรานั่นเองที่จะต้องมองให้เห็น มองให้ขาด และชี้ขาดช่วงเสี้ยววินาทีนั้นในแบบที่เป็นเรา

 

 

อย่างภาพด้านบนนี้ ผมเห็นประตูสีเขียวกับป้ายกระต่ายสีชมพูขณะเดินที่ถนน ทรงวาด ก่อนที่จะหันไปมองข้างหลัง แล้วเห็นพระสงฒ์ที่กำลังเดินผ่านมาพอดี จึงเกิดเป็นภาพที่ผมชอบและเพอร์เฟคสำหรับตัวผม

 

หรือ จะเป็นภาพนี้ ที่ผมเห็นน้องชี้นิ้วไปที่อะไรสักอย่าง+กับนักท่องเที่ยวที่กำลังดูอะไรสักอย่างในโทรศัพท์ ผมจึงคิดว่าจะให้น้องที่ชี้นิ้วเป็นเหมือนคนบอกทางให้กับนักท่องเที่ยวที่กำลังดูแผนที่ในโทรศัพท์


 

การจัดองค์ประกอบของภาพ คือสิ่งที่ทำให้ภาพที่เรียบง่ายนั้นมีความน่าสนใจมากขึ้น บางครั้งคุณต้องการบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อหน้าคุณจริงๆ และบางครั้งที่คุณเห็นหัวข้อและคุณต้องการสร้างเรื่องราวด้วยภาพ ทั้งสองมีผลเท่าเทียมกัน และทั้งคู่เป็นการถ่ายภาพแนวสตรีท เพื่อสร้างภาพถ่ายที่ดี ให้คุณฝึกทดลองกับวิธีที่คุณใส่กรอบรูปภาพ ฝึกหัดการวางองค์ประกอบภาพบ่อยๆ ไม่ต้องหยิบกล้องขึ้นมาก็ได้ ใช้ตาตัวเองแทนกล้อง แล้วหัดวางภาพในสมอง แต่ทางที่ดีที่สุดคือ คุณต้องออกไปถ่ายจริงๆ และถ่ายทุกวัน

 

2.) Understand your camera settings. (เข้าใจการตั้งค่ากล้องของคุณ)



ด้วยการถ่ายภาพแนวสตรีท คุณมีโอกาสเพียงครั้งเดียวในการถ่ายภาพ “ส่วนใหญ่คือการเรียนรู้ด้านเทคนิคของสิ่งต่างๆ มันเกี่ยวกับการเห็นบางสิ่งที่เจ๋ง และจากนั้นก็สามารถแปลสิ่งนั้นเป็นภาพได้อย่างรวดเร็ว” ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสําคัญที่จะต้องเข้าใจว่าสามารถปรับความเร็วชัตเตอร์ รูรับแสง ISO และทางยาวโฟกัสอย่างไร เพื่อให้ได้แสงของภาพที่เหมาะสม

 

2.1 การตั้งค่ารูรับแสง (F-stop)

การถ่ายภาพแนวนี้ทำได้ทั้งสองอย่างทั้งชัดตื้น(หน้าชัดหลังเบลอ) และ ชัดลึก (ชัดทั้งภาพ) ถ้าอยากให้ฉากหลักเบลอเพื่อลดฉากหลังที่ไม่สวยให้คุณใช้รูรับแสงกว้างๆกว่าปกติแต่ถ้าจะให้ชัดทั้งตัวแนะนำว่าไม่ควรต่ำกว่า F4 และถ้าอยากเก็บฉากหลังด้วย เริ่มกันได้ตั้งแต่ F5.6 – F8

 

2.2 การใช้ความเร็วชัดเตอร์ (Shutter speed)

การที่จะถ่ายภาพที่พลาดไม่ได้เลยสักช็อต ความเร็วชัตเตอร์ หรือ สปีด จึงสำคัญมากๆต้องตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ให้เพียงพอ หรือให้เผื่อไว้ เพื่อความชัวร์เลยดีกว่า ความเร็วชัตเตอร์ที่จะถ่ายภาพนิ่งกึ่งเคลื่อไหว หรือถ่ายภาพคนที่มีโอกาสเคลื่อนไหวได้ Shutter speed ควรใช้ตั้งแต่ 1/250 และ 1/500 เป็นค่าโดยประมาณครับ ให้ยึดหลักตามนี้ครับ Shutter speed จะผันแปรตามความเร็วของวัตถุที่เคลื่อนไหว
ถ้าเร็วมากก็ต้องใช้สปีดที่สูงขึ้นตามไปด้วย

 

 

2.3 ความไวแสง ( ISO)

โดยปกติเราต้องเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของแสงกับความเร็วชัตเตอร์กันก่อนนะครับ ถ้าแสงมาก ความเร็วชัตเตอร์ จะสูง แสงน้อย สปีดชัตเตอร์ จะต่ำ เวลาไปถ่ายภาพในสถานที่ต่างๆ เราจะพบว่าแสงมากบ้าง น้อยบ้าง ดังนั้น เราต้องทำการวัดแสงก่อนว่าในสภาพแสงตอนนั้นควรจะใช้ ความไวแสง ( ISO) เท่าไร ถึงจะพอกับ Shutter speed ที่เราต้องใช้ ควรตั้งเผื่อไว้ก็ดีครับ เพราะบางทีสภาพแสงผันแปร จะได้ไม่พลาดช็อตสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งพึงต้องระวังคือ อย่าใช้ ความไวแสง ( ISO) สูงเกินความจำเป็น เพราะ ทำให้ภาพเกิด noise นั่นเอง

 


 

ภาพนี้ผมเห็นคุณลุงที่กำลังยกกระสอบปุ๋ยกลางแดด และแสงที่พาดลงบนตัวคุณลุง ผมไม่รอช้ารีบปรับค่ากล้องให้พอดีกับแสงเป็นอยู่จึงได้เป็นภาพนี้ออกมาที่แสงสาดส่องอย่างพอดี

 


 

เวลาออกไปเดินถ่ายถาพสตรีท ผมมักจะมองทุกๆสิ่งรอบตัวไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้า พื้นถนน ก้อนเมฆหรืออะไรก็ตามที่แปลกตา ภาพนี้ผมมองขึ้นไปเห็นพระจันทร์ในเวลากลางวันและจรวดที่กำลังบินผ่านมาผมจึงรีบจัดองค์ประกอบภาพให้เส้นต่างๆพาดกันอย่างลงตัว


3.) Pack light, stay agile. (พกของให้น้อยชิ้น)  

 


ใช้เฉพาะอุปกรณ์ที่คุณต้องการเมื่อไปถ่ายภาพตามท้องถนน หากคุณพกเลนส์และขาตั้งกล้องเพิ่ม คุณจะเป็นที่สนใจต่อคนรอบข้าง และจะส่งผลต่อภาพถ่ายที่คุณถ่าย หากคุณต้องการจับภาพภาพรวมของชีวิตที่เกิดขึ้น คุณคงไม่ต้องการให้สิ่งรอบข้างมาสนใจคุณ  เพราะฉะนั้นคุณควรกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมและทำตัวให้สบายๆ

 

เช่นเดียวกับการถ่ายภาพทิวทัศน์ หากคุณเดินเป็นระยะทางหลายไมล์ด้วยกล้อง การพกพาอุปกรณ์พิเศษจะเหนื่อย พกเพียงสิ่งที่คุณต้องการ เช่น การ์ดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมสําหรับกล้อง DSLR หรือกล้องดิจิตอลของคุณ และทิ้งส่วนที่เหลือไว้ที่บ้าน


4.) Discover what inspires you. (ค้นหาสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณ)


 

การถ่ายภาพแนวสตรีทคือการดื่มด่ำกับสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สําคัญที่มีชื่อเสียงหรือจังหวะที่เกียจคร้านของเมืองเล็กๆ ธรรมดา  ถ้ามีบางอย่างที่ผมต้องการจับภาพ ผมจะสํารวจสถานที่ล่วงหน้า สิ่งนี้ดูเป็นอย่างไรในวันที่มีเมฆมาก? มันดูเป็นอย่างไรในวันที่แดดจ้า? แล้วตอนกลางคืนกับตอนเช้าล่ะ” การค้นหาสถานที่และการตั้งค่าที่สร้างแรงบันดาลใจจะช่วยให้คุณถ่ายภาพที่น่าสนใจมากขึ้น

 

เวลาออกไปถายภาพสตรีทสิ่งแรกๆที่ผมมักจะชอบถ่ายคือสีที่ฉูดฉาดและผู้คนที่แปลกตาภาพด้านล่างนี้ผมเห็นประตูที่สีเรียงกันอย่างสวยและเงาที่พาดลงมาเท่ากันทั้ง 3 ประตู อีกภาพเป็นภาพผู้คนบนสะพานพุทธที่ออกมาถ่ายรูปคู่กับดอกไม้กันจนเต็มสะพาน


 

 


5.) Don't go in groups  (อย่าไปกันเป็นกลุ่ม)


 

ไปกันเยอะ นอกจากจะตกเป็นจุดสนใจมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว คุณยังจะเสียสมาธิจากคนรอบข้าง ที่มาถ่ายรูปพร้อมๆ กันกับคุณด้วย ไม่ว่าจะชวนคุยกันบ้าง เดินชนกันบ้าง ยืมของบ้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนรบกวนสมาธิในการถ่ายภาพของเราทั้งนั้น การถ่ายภาพสตรีท มันต้องเดินคนเดียว มันต้องเป็นตัวเอง

 

6.) Recognize the rules of the street. (ตระหนักถึงกฎของถนน)


 

มีความคาดหวังที่สมเหตุสมผลว่าเมื่อคุณอยู่ในที่สาธารณะ คุณจะได้รับการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นกล้องที่ด้านบนของป้ายถนนหรือที่ตู้เอทีเอ็ม”  การถ่ายภาพผู้คนและสิ่งของในที่สาธารณะนั้นถูกกฎหมายอย่างสมบูรณ์ แต่  “ผมคิดว่าการเคารพพื้นที่ของผู้คนเป็นสิ่งสําคัญจริงๆ เพราะแม้ว่า — ในทางเทคนิคแล้ว — คุณทําได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการถ่ายรูป” การถ่ายภาพแนวสตรีทเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจับภาพชีวิต แต่ให้แน่ใจว่าคุณทําด้วยความ เคารพ เมื่อคุณอยู่ในที่ทรัพย์สินส่วนตัว นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากคุณกําลังถ่ายภาพบนที่ดินส่วนตัวหรือในบ้านของใครบางคน กฎจะแตกต่างออกไปนั้นคือคุณต้องขออนุญาตก่อนถ่ายรูป

 

ความกลัวเป็นแง่มุมที่ยากที่สุดของการถ่ายภาพแนวสตรีท คุณจะเข้าใกล้คนแปลกหน้ามากพอที่จะได้ภาพที่ดีโดยไม่เดือดร้อนได้อย่างไร?

 

สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือตําแหน่งของคุณ เห็นได้ชัดว่าสถานที่บางแห่งเช่นนิวยอร์กจะทําสิ่งนี้ได้ง่ายกว่าที่อื่นมาก แต่นั่นไม่ควรเป็นสิ่งที่หยุดคุณ ก่อนที่คุณจะเริ่มให้คิดถึงสิ่งที่คุณจะพูดถ้ามีคนจับคุณได้ เมื่อฉันถูกจับได้ ให้ยิ้ม บอกคนๆ นั้นว่าใช่ ฉันถ่ายรูปพวกเขา ฉันกําลังทําโปรเจ็กต์บนถนนและผู้คนในสถานที่นั้นๆ และฉันคิดว่าพวกเขาดูยอดเยี่ยมมาก การยิ้มเป็นกุญแจสําคัญ เสนอที่จะส่งอีเมลรูปถ่ายให้พวกเขา และหากพวกเขายังดูอึดอัด ให้เสนอให้ลบ

 

หากคุณจัดการกับตัวเองในลักษณะนี้ คุณจะพบว่ามันง่ายกว่ามากและบางครั้งก็สนุกเมื่อคุณถูกจับได้


 

ขั้นตอนต่อไปคือการไปที่ไหนสักแห่งที่วุ่นวาย คุณไม่ควรถ่ายภาพในสถานที่ที่พลุกพล่านเท่านั้น แต่เมื่อคุณเรียนรู้สิ่งนี้อาจมีความสําคัญมาก ไปที่มุมถนนที่พลุกพล่าน งานแสดงสินค้า หรืองานที่มีสิ่งที่น่าสนใจมากมายเกิดขึ้น และคุณจะพบว่าคุณและกล้องของคุณจะเข้ากันได้ดี เมื่อมีคนจํานวนมากที่มีกล้องอยู่รอบ ๆ และทุกคนมีความสุขและยุ่ง คุณจะพบว่าผู้คนจะแทบไม่สังเกตเห็นคุณ นี่คือสภาพแวดล้อมที่จะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับกล้องของคุณ เพื่อที่คุณจะได้เรียนรู้วิธีถ่ายภาพที่ดี

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น การพาตัวเองออกไปอยู่ในที่ที่เราจะสามารถสร้างสรรค์ภาพได้ และการฝึกฝนบ่อยๆ จนหา ตนเองเจอ คือหัวใจสำคัญนะครับ วันนี้ลาไปก่อนหวังว่าทุกคนจะได้ประโยชน์และสนุกกับการถ่ายภาพ บ๊ายบาย ภาพ Street by AllWeDo


ดู 10 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comentários


bottom of page